Categories
ธรรมะ

ทุกข์เพราะอะไร

ทุกข์เพราะอะไร

สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนผู้หนึ่ง เข้ามนัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงฐานะของตนว่าอยู่ในฐานะที่ดี ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย มาเสียใจกับลูกชายที่สอนไม่ได้ ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดี ตกอยู่ภายใต้อำนาจอบายมุขทุกอย่าง ทำลายทรัพย์สมบัติและจิตใจของพ่อแม่จนเหลือที่จะทนได้ ขอความกรุณาหลวงปู่ให้ช่วยแนะอุบายบรรเทาทุกข์ และแก้ไขให้ลูกชายพ้นจากอบายมุขนั้นด้วย

หลวงปู่ก็แนะนำสั่งสอนไปตามเรื่องราวนั้นๆ ตลอดถึงแนะอุบายทำใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางให้เป็น

เมื่อสุภาพสตรีนั้นกลับไปแล้ว หลวงปู่ปรารภธรรมะให้ฟังว่า

“คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด”

Categories
ภาษาอังกฤษ

อ่านออกเสียง -ed ในภาษาอังกฤษ

ผมมีปัญหากับการอ่าน และออกเสียง Verb ที่เติม -ed มากเลย วันนี้เลยไปหาข้อมูลมาแปะไว้อ่านทบทวนซะหน่อย

 

หลักการนั้นง่ายมากครับ เราใช้เล่า “เหตุการณ์ในอดีต และมักจะระบุเวลาในอดีตด้วย” เช่น หากเราจะเล่าว่าเมื่อวานนี้เราทำอะไรบ้าง ก็จะต้องใช้ tense นี้ล่ะครับ ลองเปรียบเทียบประโยค 2 ประโยคนี้ดูนะครับ

go to school by bus. (ใช้กริยาช่องที่ 1 แสดงว่าปกติทำแบบนี้)

went to school on foot yesterday. (ใช้กริยาช่องที่ 2 แสดงว่าพูดถึงอดีตที่ระบุเวลา เมื่อฝรั่งได้ยินประโยคแบบนี้ เขาก็สามารถตีความต่อได้ว่า ปกติคงไม่เดินไป แต่เฉพาะเมื่อวานนี้เท่านั้นที่ทำแบบนั้น)

I usually see a movie at the Mall. (ปกติไปดูที่นี่)

saw a movie at the Mall last night. (ไปดูที่เดิมนั่นแหละ แต่พอระบุเวลาในอดีต ก็ต้องเปลี่ยนกริยาเป็นช่องที่ 2 ไงครับ)

เห็นไหมครับว่าไม่ยาก แต่ความยากของ tense นี้ก็คือ การเปลี่ยนกริยาให้เป็นอดีตนั่นล่ะครับ ผมพอจะบอกได้ว่า กริยาส่วนใหญ่จะเติม -ed แต่จะมีกริยาอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Irregular Verbs หรือที่เราเรียกว่ากริยา 3 ช่องนั่นล่ะครับ ที่ต้องเปลี่ยนรูปเมื่อเป็นอดีต (อยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ไปหาซื้ออ่านกันเอาเองนะครับ)

ความยาก (แต่สนุก) อันต่อไปก็คือ แล้วเราควรจะออกเสียงกริยาที่เติม -ed ว่าอย่างไร เหมือนที่ผมทิ้งท้ายไว้คราวที่แล้วว่า love กับ loved ออกเสียงต่างกันอย่างไร หลายคนคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริง ๆ แล้วสำคัญมาก เพราะในภาษาเขียนเราเติม -ed เห็นชัดเจนว่าเป็นอดีต แล้วในภาษาพูดล่ะครับ ผู้ฟังจะรู้ได้อย่างไรว่า I love you. หรือ I loved you.

อ.หนุ่ย– (เขียนบนกระดาน stopped, helped) อ่านว่าอย่างไรครับ

นักเรียน– สต๊อปเป็ด, เฮ้ลเป็ด

อ.หนุ่ย– อืม…กาลครั้งหนึ่ง มีเป็ดเดินมา นายพรายใจร้ายตะโกนว่า “Stop เป็ด” เป็ดตกใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร พอดีมีอัศวินขี่ม้าขาวมา “Help เป็ด”

นักเรียน– (ขำกลบเกลื่อน เพราะรู้ว่าตัวเองอ่านผิด และไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเป็ด)

อ.หนุ่ย– ที่เราอ่านผิดเพราะเราไปสะกดตามตัวที่เราเห็น ลองอ่านคำนี้ดูนะ (เขียนอีกคำ played )

นักเรียน– เพลย์…… (–‘ ไม่กล้าอ่านต่อ)

ครับ ภาษาอังกฤษก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ ไม่สามารถออกเสียงตรง ๆ ได้เสมอไป เช่น put (พุท) cut ไม่เห็นจะอ่านว่า คุท ส่วนหลักในการออกเสียง -ed นั้นมีหลักกว้าง ๆ ดังนี้ครับ

Past tense หมายถึงอดีต โดยมากจะเป็นกริยาช่องที่หนึ่งเติม ed
เช่น คำว่า stop แปลว่าหยุด พอเป็นช่องที่สองก็เติม ed แล้วอ่านว่า stopped (สต๊อป-เทอะ)
อ่านออกเสียงเหมือนตัว t ไม่ใช่ สะ ต๊อป เปด
ลองมาดูกันดีกว่า ed จะอ่านออกเสียงเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสียงพยัญชนะสุดท้ายที่ ed ตามอยู่
1.) อ่านออกเป็นเสียง /t/ ถ้าตามหลังเสียง /p/, /k/, /f/, /s/
เสียงพวกนี้เรียกว่า “เสียงไม่ก้อง” คือเวลาออกเสียงลองจับที่คอดูสายเสียงจะไม่สั่น

มาดูตัวอย่างการออกเสียงกัน
– Stopped ออกเสียงว่า สะ ต๊อป เทอะ
– Laughed หัวเราะ ออกเสียงว่า แลฟ เทอะ
– Asked ถาม ออกเสียงยว่า แอค สะ เทอะ
– stop -> stopped เสียงท้ายคำเป็นเสียง /p/ ออกเสียง ed เป็น /t/
– look -> looked เสียงท้ายคำเป็นเสียง /k/ออกเสียง ed เป็น /t/
– miss -> missed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /s/ออกเสียง ed เป็น /st/
– practice -> practiced เสียงท้ายคำเป็นเสียง /s/ออกเสียง ed เป็น /st/
– watch -> watched เสียงท้ายคำเป็นเสียง /ch/ออกเสียง ed เป็น /-cht/
– wish -> wished เสียงท้ายคำเป็นเสียง /sh/ออกเสียง ed เป็น /-sht/
– box -> boxed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /ks/ออกเสียง ed เป็น /kst/
– laugh -> laughed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /f/ออกเสียง ed เป็น /ft/
– manage -> managed เสียงท้ายคำเป็นเสียง /ge/ออกเสียง ed เป็น /-ge-t/

ยกเว้น เสียง /t/ ซึ่งเมื่อเติม ed ท้ายคำจะออกเสียงเป็น /id/

2.) อ่านออกเสียงเป็นเสียง /d/ ถ้าตามหลังเสียงก้อง
เสียงก้อง เช่น /b/, /g/,/v/, /m/, /n/, /r/, /l/ เสียงก้องเวลาออกเสียง สายเสียงจะสั่น

ลองเอามือจับที่คอดูเวลาออกเสียงเหล่านี้
ดังนั้น คำว่า called เรียก โทรศัพท์ ed ตามหลังเสียงแอล คำนี้จะอ่านว่า คอล เดอะ
– Planned วางแผน อ่านว่า แพลน เดอะ
– Loved รัก อ่านว่า เลิฟ เดอะ
– name -> named เสียงท้ายคำเป็นเสียง /m/ ออกเสียง ed เป็น /d/
– beg -> begged เสียงท้ายคำเป็นเสียง/g/ออกเสียง ed เป็น /d/
– use -> used เสียงท้ายคำเป็นเสียง/z/ออกเสียง ed เป็น /d /
– control -> controlled เสียงท้ายคำเป็นเสียง/l/ออกเสียง ed เป็น /d/
– try -> tried เสียงท้ายคำเป็นเสียง/ai/ออกเสียง ed เป็น /d/เป็นต้น

ยกเว้น เสียง/d/ ซึ่งเมื่อเติม ed ท้ายคำจะออกเสียงเป็น /id/

3.) อ่านออกเป็นเสียง /id/ อิด ถ้า ed ไปตามหลังเสียง /t/ และ /d/
ถ้าเสียงสุดท้ายของคำก่อนเติม ed ลงด้วยเสียง /t/ หรือ /d/ อยู่แล้ว อย่างเช่น คำว่า
– Presented (นำเสนอ) ถ้าออกเสียงว่า พรี–เซ้น-ทึ-ทึ ก็จะดูแปลกๆ คำนี้เราอ่านว่า พรี เซ้น ทึด
– Ended (จบ) อ่านว่า เอ็น ดิด
– Recorded (บันทึกเสียง) อ่านว่า เรค คอร์ด ดิด

สรุป ed อ่านได้สามเสียง
1. เสียง /t/ ถ้าตามหลังเสียงไม่ก้อง เช่น พวก /p/, /k/, /f/, /s/
2. เสียง /d/ ถ้าตามหลังเสียงก้อง เช่น /b/, /g/,/v/, /m/, /n/, /r/, /l/
3. ถ้า ed ตามหลังเสียง /t/ กับ /d/ ให้อ่านเสียง อิด

>> แบบฝึกหัดการออกเสียง -ed

อ้างอิง

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=174481

http://www.sahavicha.com/readme.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=2135

http://sar.hatyaiwit.ac.th/articles.php?lng=th&pg=195

Categories
เพาะกาย

10 วิธีทานเพื่อกล้ามเนื้อ

1. ทานโปรตีนอย่างน้อย 1 กรัม/นน.ตัว 1 ปอนด์
2. แต่อย่าทานโปรตีนมากเกินไป ไม่ควรทานเกิน 2 กรัม/นน. ตัว 1 ปอนด์ เพราะไม่ได้ช่วยให้สังเคราะห์โปรตีนสูงขึ้นแล้ว งานวิจัยล่าสุดพบว่าระดับการสังเคราะห์โปรตีนสูงสุด เมื่อทาน 1.7 กรัม/นน.ตัว 1 ปอนด์ ทานมากกว่านี้ก็เป็นพลังงานที่เพิ่มเข้ามา เดี๋ยวจะอ้วนเอา
3. ทานคาร์โบไฮเดรตให้มากๆ เพราะเราต้องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงตลอดการฝึก
4. เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะให้พลังงานทีละน้อย แต่นาน ไม่อ้วน
5. แต่อย่าลืมคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว หลังเล่นอัดกลูโคสเข้าไปเลย เพื่อกระตุ้นอินซูลิน แต่มื้ออื่นๆ ห้ามเด็ดขาด
6. จำกัดปริมาณไขมันอิ่มตัว และเลี่ยงไขมันทรานส์ เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่นานๆ
7. ทานไขมันที่เป็นประโยชน์ Omega-3 กับ Omega-6 น่ะรู้จักมั้ย ทานบ้างนะ
8. นับปริมาณแคลอรี่ สำคัญนะ กินขาดก็ไม่โต กินเกินก็อ้วน นับให้เกินนิดน้อย ให้อ้วนในระดับที่คุมได้ ได้กล้ามจนพอใจเมื่อไหร่ค่อยลดไขมันทีเดียว(1-2 เดือนก็เฟิร์มแล้ว)
9. อย่าดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ดื่มให้มากกว่านั้น โดยจิบน้ำตลอดที่นึกขึ้นได้ และจิบน้ำตลอดระหว่างพักเซ็ต
10. ทานอาหารที่กากใยเยอะๆ เพื่อสุขภาพที่ดีนะ

Categories
ข้อคิดดีๆ

ปริญญา กับ ปัญญา

คนไทยจำนวนมากอยากได้ปริญญาแต่ไม่อยากได้ปัญญา
ค่านิยมทางการศึกษามองกันอย่างตื้นๆนี่เอง
ปริญญาจึงเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการแสดงสถานภาพทางสังคม
ที่เอาไว้อวดกันแค่นั้นเอง

ท่าน ว. วชิรเมธี
Categories
ธรรมะ

แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป (This too shall pass)

ในอดีตมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร ฮีบรูพระนามว่าโซโลมอน พระราชาได้สั่งให้เจ้าเมืองทุกเมืองทำของวิเศษให้อย่างหนึ่งโดยของสิ่งนั้นต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือ…ของสิ่งนี้ จะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของพระราชาได้ “หากมีความทุกข์อยู่ก็จะหายจากทุกข์ หากมีความสุขอยู่ก็จะคลายความสุขลง ไม่ว่ากำลังร้องไห้อยู่หรือหัวเราะอยู่ก็จะสามารถหยุดอารมณ์ทั้งสองอย่างนั้นได้”

เมื่อครบกำหนด เจ้าเมืองใหญ่เมืองใด ๆ ก็ไม่สามารถหาของตามที่พระราชาต้องการได้ แต่มีเจ้าเมืองเล็ก ๆ อยู่เมืองหนึ่งได้บอกว่ามีแหวนวิเศษมีคุณสมบัติอย่างที่พระราชาต้องการมาถวาย พระราชาจึงรีบให้มาเข้าเฝ้า เมื่อพระราชาได้เห็นแหวนวงนั้นแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียง แหวนทองธรรมดาเรียบ ๆ วงหนึ่ง พระราชาก็สงสัยว่าแหวนนี้จะมีความวิเศษได้อย่างไรกันเมื่อพระราชานำไปใช้ก็ปรากฏว่าแหวนวงนี้ สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของพระองค์ได้จริง ๆ ไม่ว่าพระองค์จะกำลังมีความสุขอยู่ก็ตาม เพียงเพราะแหวนนั้นมีข้อความสั้นสลักไว้ว่า

“แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป”

ยามใดที่พระราชามีความสุข ความยินดีหรือมีความทุกข์ ความโกรธ ความกังวลไม่สบายใจใด ๆ ก็ตาม เมื่อมองไปที่แหวนนี้ซึ่งเตือนสติพระองค์ว่า “แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป” ทำให้พระองค์เข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์กำลังประสบอยู่ไม่ว่าสุขไม่ว่าทุกข์มันไม่จีรังยั่งยืน เกิดขึ้นมาแล้วก็จากไป นับตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็ไม่คิดที่จะนำความทุกข์มาเป็นกังวล มีความสุขก็ไม่ได้ยึดติดกับความสุขนั้น ทำให้พระราชาสามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อประชาชนของพระองค์จนได้ขื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่รักใคร่ของประชาชน

ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องประสบกับโลกธรรม 8 คือได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์เป็นธรรดาหากเราสามารถเตือนสติตนเองได้ว่า “แล้วสิ่งนั้นจะผ่นพ้นไป” ก็จะช่วยให้เราทำใจเป็นกลางทำใจเป็นปกติได้ เมื่อความรู้สึกต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น หงุดหงิด โกรธ น้อยใจ เสียใจ ขี้เกียจ วิตกกังวล หรือมีความรู้สึกตื่นเต้น ยินดีพอใจก็ตาม

ให้เรามีสติ ปรับปรุงลมหายใจยาวๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้เกิดความรู้สึกตัว รักษาใจเป็นกลางๆ ทำใจสงบและทำใจปล่อยวางว่า “แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป” เมื่อมีทุกข์ ทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนำความทุกข์นั้นมาเป็นกังวล เมื่อมีสุข สุขนั้นก็ไม่จีรังยั่งยืนเช่นกัน เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง

Categories
ข้อคิดดีๆ

ทำดี ไม่ได้ดี

อย่าคิดว่าทำดี แล้วต้องได้ดี(คืนกลับมา)
เพราะแค่ทำดี ตัวเราก็ดีแล้ว
ไม่ต้องรอที่จะรับผลของการทำดีจากใคร
ในทางกลับกัน เมื่อเราทำดี คิดดี แล้วคนอื่นทำไม่ดี คิดไม่ดีกับเรา
มันเป็นความไม่ดีของคนอื่น เราอย่าเอาตัวเราไปรับความไม่ดีของใคร
ขอให้พอใจ ภูมิใจว่าเราดีแล้ว

Categories
ข้อคิดดีๆ

ข้อคิดดีๆ (จากฟอร์เวิร์ดเมล์เก่า ๆ)

–  ก้อนหิน ต้องยกถึงรู้ว่าหนักแค่ไหน เมื่อรู้แล้วทำไมถึงถือไว้อีกล่ะ… เช่นเดียวกับ ”ปัญหา”

–  ความกังวล เป็นความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสองวัน คือ… วันวาน และวันพรุ่งนี้

–  การกระทำอาจไม่ได้ลงเอยด้วยความสุขทุกครั้ง
แต่คงไม่มีความสุขครั้งใดที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีการกระทำ

–  การให้ในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ… ไม่ใช่การให้

–  อย่ากลัวที่จะก้าวช้าๆ  แต่จงกลัวที่จะอยู่เฉยๆ

–  กำปั้น เป็นอวัยวะที่ใช้สมองสั่งการน้อยที่สุด

–  โกรธคนอื่น เหมือนการเผาบ้านตัวเองเพื่อกำจัดหนูตัวหนึ่ง

–  คนเก่งไม่ใช่คนที่พูดได้หลายภาษา แต่เป็นคนที่ยอมรับฟังสักภาษา

–  คนที่ควรคบ คือ  คนที่ยอมคบกับคนที่ไม่น่าคบ

–  คนรักไม่ใช่แค่คนที่คุณจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย
แต่เป็นคนที่คุณไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีคนคนนี้

–  ครู เป็นผู้ที่เปิดประตู… แต่นักเรียนต้องเดินเข้าไปเอง

–  หากเราควบคุมเงินไม่ได้ มันจะมาควบคุมเราแทน

–  ความสามารถทำให้คุณไปถึงจุดสูงสุด  แต่ความอ่อนน้อมทำให้คุณอยู่จุดนั้นได้นานสุด

–  ความสำเร็จ มาจากส่วนผสมที่ดีระหว่าง “โอกาส” และ “การเตรียมตัว”

–  ความสำเร็จของใครบางคนอาจอยู่แค่เอื้อม… แต่กลับไม่เคยได้มันมา เพราะไม่รู้จักไขว่คว้า

–  ความสุขเกิดกับตัวเองได้  หากทำให้เกิดกับคนอื่นก่อน

–  ความฉลาด เปรียบประดุจชุดชั้นในที่ทุกคนจำเป็นต้องสวมใส่  แต่ไม่จำเป็นต้องโอ้อวด

–  “ความดี” เป็นการลงทุนประเภทเดียวที่ไม่เคยทำให้ใครล้มละลาย

–  คนฉลาด คือ  คนยอมรับและรู้ว่าตนเองโง่แค่ไหน

–  ความล้มเหลว เกิดได้สองแบบ คือ จากคนที่ทำโดยไม่รู้จักคิด และจากคนที่คิดโดยไม่รู้จักทำ

–  ความหิวเป็นเครื่องปรุงรสอาหารที่ดีที่สุดและถูกที่สุด
เพราะอาหารที่อร่อยที่สุด  คือ  อาหารที่เรากินตอนหิวที่สุด

–  ความเอื้อเฟื้อ เป็นถ้วยแกงใบเล็กๆที่ใส่อาหารได้ไม่มีวันหมดและไม่มีวันบูด

–  คำถามที่โง่ที่สุด  คือ  คำถามที่ไม่ได้ถาม

–  เงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เพราะแสดงว่ามีแสงสว่างอยู่ใกล้ๆ

–  นายจ้างไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินเดือน  แค่ถือเงินไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ลูกจ้างต่างหากที่เป็นคนทำงานหาเงินมาจ่ายให้ตัวเอง

–  ใจเหมือนร่มชูชีพ ตรงที่จะทำงานเมื่อเปิดออกเท่านั้น

–  รู้มากแค่ไหน คงไม่สำคัญเท่ากับว่า… เอาไปใช้มากแค่ไหน

–  ช่องว่าง เป็นสิ่งอันตราย… หากมันอยู่ระหว่างหูทั้งสองข้าง

–  ชีวิต… ไม่ใช่คำถามที่มีคำตอบ  แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีประสบการณ์

–  ดิกชันนารีเป็นที่ที่เดียวซึ่งคำว่า “SUCCESS” จะมาก่อนคำว่า “WORK”

–  ตัดสินใจว่าไม่เลือก  ถือว่าเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง

–  จะก้าวกระโดดได้ไกลขึ้น  คุณต้องถอยหลังก่อน

–  ถนนสู่ความสำเร็จ มักขุดซ่อมกันทั้งปี

–  ทองคำแค่หนึ่งสลึงที่หล่นหายอาจเอากลับคืนมาได้
แต่เวลาแม้วินาที่เดียวที่หายไป  คงไม่มีทางเอากลับมาได้แน่

–  เป่าเทียนของคนอื่นให้ดับ ไม่ทำให้เทียนของคุณสว่างมากขึ้น

–  “นิสัยเสีย” สามารถซ่อมได้โดยใช้ “ความตั้งใจ” เป็นอะไหล่

–  บางสิ่งของชีวิตไม่จำเป็นต้องจำ ถ้ามันทำให้เจ็บ
แต่บางสิ่งก็ควรจะเก็บ ถ้ามันเป็นความเจ็บที่น่าจำ

–  บุหรี่ คือ ใบยาสูบพันด้วยกระดาษ โดยมีไฟติดอยู่ข้างหนึ่ง และมีคนโง่อยู่อีกข้างหนึ่ง

–  เบิ่งตาให้กว้างก่อนแต่งงาน และหรี่ลงครึ่งหนึ่งหลังแต่ง

–  การไปวัดเฉยๆ ไม่ทำให้เรากลายเป็นคนดีขึ้นมาได้
เหมือนแค่ไปอู่ซ่อมรถคงไม่ทำให้เรากลายเป็นช่างได้

–  รอยยิ้ม เป็นการศัลยกรรมใบหน้าที่ดีที่สุดและถูกที่สุด

–  สันดาน เปรียบเสมือนเตียงนอนแสนสบายที่ลงไปน้อยง่าย แต่ลุกขึ้นยาก

–  เสียงนาฬิกาปลุก… ไม่น่ารำคาญหรอก จงดีใจที่ได้ยิน
เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ในเช้าวันใหม่

–  “การหายใจ” เป็นปัจจัยหลักของชีวิต สิ่งอื่นๆนอกเหนือจากนี้ คือ อุปกรณ์เสริมเท่านั้น

–  หัวหน้า คือ คนที่ใช้ “หัว” คิดมากกว่าใคร  และใช้ “หน้า” ออกรับแทนลูกน้อง

– คนอาจสงสัยในสิ่งที่คนพูด  แต่เขาจะเชื่อในสิ่งที่คุณทำ

–  ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี  แม้แต่ลมหายใจเรายังต้องออกแรงสูดเข้ามา

–  แปลกไหม… ตัวเองอยู่กับตัวเองทุกวัน กลับไม่เชื่อตัวเอง
ส่วนหมอดู  เจอกันวันเดียว  กลับเชื่อคำทำนาย

Categories
ข้อคิดดีๆ

ความจนมีอย่างน้อยสามแบบ

ความจนมีอย่างน้อยสามแบบ
(๑) จนเพราะไม่มี (จนวัตถุเงินทอง)
(๒) จนเพราะไม่พอ (มีวัตถุเงินทองแต่ไม่รู้จักพอ)
(๓) จนเพราะไม่เท่า (มีทุกอย่างแต่ยังเปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีเหนือกว่า)

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
Categories
ICT

ไมโครซอฟท์แนะ 3 สาขาวิชาดาวรุ่งสำหรับโลกไอที

ฝ่ายรับสมัครงานของไมโครซอฟท์ได้เขียนบล็อกแนะนำ 3 สาขาวิชาย่อยด้านเทคโนโลยีที่นักศึกษาอาจพิจารณาเลือกเรียน เพราะจะเป็นสาขาดาวรุ่งพุ่งแรงในอนาคตอันใกล้

Categories
ICT

การเข้ารหัส (encryption)

การเข้ารหัส (encryption) คือ การเปลี่ยนข้อความที่สามารถอ่านได้ (plain text) ไปเป็นข้อความที่ไม่สามารถอ่านได้ (cipher text) เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย ปัจจุบันการเข้ารหัสมี 2 รูปแบบคือ

อัลกอริทึมแบบสมมาตร (Symmetric key algorithms)
การเข้ารหัสแบบสมมาตรจะใช้กุญแจตัวเดียวกันสำหรับการเข้าและถอดรหัส อัลกอริทึมที่ได้รับความนิยมได้แก่ DES, AES, IDEA
อัลกอริทึมแบบนี้จะใช้กุญแจที่เรียกว่า กุญแจลับ (Secret key) ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวเพื่อใช้ในการเข้าและถอดรหัสข้อความที่ส่งไป อัลกอริทึมยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบบล็อค (Block Algorithms) ซึ่งจะทำการเข้ารหัสทีละบล็อค (1 บล็อคประกอบด้วยหลายไบต์ เช่น 64 ไบต์ เป็นต้น) และแบบสตรีม (Stream Algorithms) ซึ่งจะทำการเข้ารหัสทีละไบต์อัลกอริทึมแบบนี้จะใช้กุญแจที่เรียกว่า กุญแจลับ (Secret key) ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวเพื่อใช้ในการเข้าและถอดรหัสข้อความที่ส่งไป อัลกอริทึมยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบบล็อค (Block Algorithms) ซึ่งจะทำการเข้ารหัสทีละบล็อค (1 บล็อคประกอบด้วยหลายไบต์ เช่น 64 ไบต์ เป็นต้น) และแบบสตรีม (Stream Algorithms) ซึ่งจะทำการเข้ารหัสทีละไบต์

อัลกอริทึมแบบอสมมาตร (Asymmetric key algorithms)
การเข้ารหัสแบบอสมมาตรจะใช้กุญแจตัวหนึ่งสำหรับการเข้ารหัส และกุญแจอีกตัวหนึ่งสำหรับการถอดรหัส กุญแจที่ใช้เข้ารหัสเป็นกุญแจที่เปิดเผยสู่สาธารณชน นั่นคือใครๆก็สามารถใช้กุญแจนี้เพื่อเข้ารหัสได้ แต่ถ้าการถอดรหัสจะต้องใช้กุญแจอีกดอกหนึ่งที่ไม่เปิดเผย อัลกอริทึมที่ได้รับความนิยมได้แก่ RSA
อัลกอริทึมนี้จะใช้กุญแจสองตัวเพื่อทำงาน ตัวหนึ่งใช้ในการเข้ารหัสและอีกตัวหนึ่งใช้ในการถอดรหัสข้อมูลที่เข้ารหัสมาโดยกุญแจตัวแรก อัลกอริทึมกลุ่มสำคัญในแบบอสมมาตรนี้คือ อัลกอริทึมแบบกุญแจสาธารณะ (Public keys Algorithms) ซึ่งใช้กุญแจที่เรียกกันว่า กุญแจสาธารณะ (Public keys) ในการเข้ารหัสและใช้กุญแจที่เรียกกันว่า กุญแจส่วนตัว (Private keys) ในการถอดรหัสข้อมูลนั้น กุญแจสาธารณะนี้สามารถส่งมอบให้กับผู้อื่นได้ เช่น เพื่อนร่วมงานที่เราต้องการติดต่อด้วย หรือแม้กระทั่งวางไว้บนเว็บไซต์เพื่อให้ผู้อื่นสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ สำหรับกุญแจส่วนตัวนั้นต้องเก็บไว้กับผู้เป็นเจ้าของกุญแจส่วนตัวเท่านั้นและห้ามเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบโดยเด็ดขาดและสามารถประยุกต์ใช้ได้กับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์